ช่างไฟฟ้า,ช่างยนต์น่าสนใจอย่างไร

ช่างไฟฟ้า,ช่างยนต์ ถือเป็นสาขาวิชาที่ได้รับความนิยมสูงในการศึกษาทั้ง 2 สาขา เนื่องจากเป็นที่ต้องการสูงของท้องตลาดแรงงาน อีกทั้งยังมีโอกาศในการศึกษาต่อเป็นวิศวกรได้ง่ายอีกด้วย ทั้งสองสาขาวิชาชีพนี้มีรายละเอียดในการศึกษาใดบ้าง

สาขาวิชาช่างยนต์

สำหรับการเลือกเรียนสายอาชีพสาขาช่างยนต์ ถือว่าเป็นอีกทางเลือกในการประกอบอาชีพ เพราะทุกวันนี้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกวัน อัตราการใช้บริการซ่อมและเปลี่ยนอุปกรณ์ต่าง ๆ ย่อมสูงตามไปด้วย ผู้จบสาขาช่างยนต์จึงมีโอกาสสร้างรายได้จากการขยายตัวและการใช้รถส่วนบุคคลทั่วไปได้ และมีโอกาสประกอบกิจการได้สูง อีกทั้งทุก ๆ วันนี้ แต่ละครอบครัวมีรถอย่างต่ำบ้านละ 1 คันขึ้นไป  ซึ่งการใช้รถจะมีระยะเวลาบำรุงรักษาทุก ๆ รอบ หรือตามสภาพรถ โอกาสในความเจริญก้าวหน้าของช่างยนต์จึงมีอัตราการเจริญเติบโตสูงมาก และสามารถประกอบกิจการส่วนตัวได้

รายละเอียดของสาขาวิชา

ช่างยนต์ คือ สาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมบำรุงรถยนต์ รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ต่าง ๆ ที่นิยมใช้ในการเกษตร และอื่น ๆ สาขาช่างยนต์มีการจัดการเรียนการสอนเน้นการฝึกทักษะ ประสบการณ์ และการทดลองสิ่งใหม่

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาขาช่างยนต์ เช่น ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเครื่องยนต์ต่าง ๆ การใช้อุปกรณ์ในงานช่าง วัสดุเชื้อเพลิง การถอดประกอบเครื่องยนต์ การคำนวณต่าง ๆ ที่จำเป็นต่องานช่าง วิชากลศาสตร์ วิชาเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นต้น

การเรียนสาขาช่างยนต์เป็นสาขาวิชาที่เน้นการฝึกปฏิบัติกับทฤษฎีควบคู่กันและมีการปรับเปลี่ยนเทคนิคการสอนและฝึกปฏิบัติตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์

แนวทางการศึกษาในระดับสูง

  1. ปวช. สาขาช่างยนต์
  2. ปวส. สาขาช่างยนต์/เทคนิคยานยนต์
  3. ปริญญาตรี/สาขาวิศวกรรมยานยนต์ / กลเกษตร / ครุศาสตร์เกี่ยวกับการสอนสายอาชีพ และสายอื่น ๆ ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจทั่วไปสมัครเรียน

ลักษณะของงานที่เกี่ยวข้องกับอาชีพ

  1. ซ่อมบำรุงรถยนต์รถจักรยานยนต์ 2. เปลี่ยนอุปกรณ์ภายในรถหรือเครื่องยนต์  3. เคาะพ่นสี
  2. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันต่าง ๆ 5. เช็คระบบวงจรรถ  6. ตั้งศูนย์ถ่วงล้อ 7. แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวของกับเครื่องยนต์

แนวทางการประกอบอาชีพ

  1. ช่างยนต์ 2.พนักงานทั่วไป 3.พนักงานซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ของภาครัฐและเอกชน 4. พนักงานขนส่งสินค้า 5. นายช่างศูนย์บริการ 6. เจ้าของกิจการคาร์แคร์ 7. เจ้าของกิจการอู่รถ 8. เจ้าของกิจการเต้นท์รถ9. เจ้าของกิจการจำหน่ายอะไหล่รถ

สาขาวิชาช่างไฟฟ้า

สาขาช่างไฟฟ้า เป็นอาชีพที่น่าสนใจและมีโอกาสขยายตัวไปมากที่สุด เนื่องจากทุก ๆ วันนี้อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต การใช้ไฟฟ้าการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จำเป็นต้องอาศัยผู้มีความชำนาญเฉพาะทาง เช่น ช่างไฟฟ้าช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับไฟฟ้า และที่สำคัญคือ ทุกบ้านมีไฟฟ้าใช้ในชีวิตประจำวัน การเลือกเรียนสาขาช่างไฟฟ้าจึงไม่มีโอกาสตกงาน หากไม่เลือกงาน และยังสามารถศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวิศวกรได้อีกด้วย สำหรับอาชีพช่างซ่อมไฟฟ้า เป็นอาชีพที่จำเป็นสำหรับยุคเทคโนโลยีและเครื่องใช้ไฟฟ้า ถือว่าเป็นอาชีพที่มีโอกาสขยายตัวได้สูง เมื่อจบการศึกษาสามารถประกอบอาชีพได้ทั้งเป็นพนักงานหรือเจ้าของกิจการได้

รายละเอียดของสาขาวิชา

สาขาช่างไฟฟ้า คือ สาขาที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า เช่น การเดินสายไฟฟ้าภายในบ้าน ภายในอากาศ การติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ การตรวจเช็คระบบไฟฟ้า การวงระบบวงจรไฟฟ้า แก้ไขปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับไฟฟ้า เป็นต้น  การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสาขาช่างไฟฟ้า ให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้พื้นฐานด้านระบบไฟฟ้า การติดตั้ง การเดินสายไฟฟ้า การต่อวงจรไฟฟ้าในลักษณะต่าง ๆ การตรวจเช็คระบบไฟฟ้า การตรวจซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น

แนวทางการศึกษาในระดับสูง

  1. ปวช. สาขาช่างไฟฟ้า / ไฟฟ้ากำลัง
  2. ปวส. สาขาช่างไฟฟ้า /ไฟฟ้ากำลัง
  3. ปริญญาตรี/สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า / สาขาวิศวกรรมอุตสาหกรรม / ครุศาสตรอุตสาหกรรม และสายอื่น ๆ ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจทั่วไปสมัครเรียน

ลักษณะของงานที่เกี่ยวข้องกับอาชีพ

  1. งานซ่อมบำรุงไฟฟ้า 2. งานตรวจสอบระบบไฟฟ้า  3. งานติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า  4. งานตรวจซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า

แนวทางการประกอบอาชีพ

  1. ช่างไฟฟ้า 2.พนักงานตรวจซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าประจำบริษัท  3. พนักงานรัฐและเอกชน  4. ผู้ช่วยวิศวกรไฟฟ้า  5. ช่างติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ  6. ช่างซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า  7. เจ้าของกิจการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าและติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า  8. เจ้าของกิจการจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า  9. พนักงานการไฟฟ้า

ความงามของซากุระแห่งญี่ปุ่น,,,!!!

ซากุระว่ากันว่ามีรากคำมาจากคำว่า Saku ที่แปลว่า ดอกไม้บาน โดยดอกซากุระมีภาษาดอกไม้ที่ว่า “สวยและเก่ง” “งามอย่างธรรมชาติ” “สวนหวาน” เป็นต้น สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว ดอกซากุระเป็นดอกไม้สำคัญของฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเดือน มีนาคม-เมษายน และเป็นช่วงของความเปลี่ยนแปลงเช่น การเริ่มต้นเทอมใหม่ของโรงเรียนด้วย ดอกซากุระนั้นเป็นญาติสนิทกับบ๊วย ท้อ และ apricot และเป็นญาติห่างๆ กับกุหลาบและแอปเปิ้ลจึงไม่แปลกที่เราจะเห็นซากุระบางพันธุ์มีกลีบซ้อนๆ กันเหมือนกุหลาบ ความแตกต่างระหว่างดอกซากุระ ดอกบ๊วย และดอกท้อ ดอกไม้ทั้งสามชนิด ดูเผินๆ คล้ายกันจะแทบจะแยกไม่ออกเลยใช่ไหม จริงๆ แล้วมีวิธีดูง่ายๆ อยู่คือ ดอกซากุระจะมีกลีบดอกเป็นแฉกๆที่เป็นจุดเด่น ส่วนดอกบ๊วย ที่กลีบดอกจะกลม และดอกท้อ ที่จะมีปลายกลีบแหลม

ถ้าพูดถึงการเที่ยวประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวอยากไปมากที่สุดก็คือ ช่วงที่ดอก ซากุระ เบ่งบานออกดอกสีชมพูสวยทั่วสวนนั่นเอง ซึ่งปกติแล้วซากุระที่ญี่ปุ่นจะเริ่มบานไล่จากทางตอนใต้ขึ้นสู่ทางเหนือของประเทศ ส่วนช่วงเวลาก็จะเริ่มบานประมาณปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน หรือแล้วแต่สภาพอากาศในแต่ละปี

วันนี้เราจะมาแนะนำจุดชมซากุระยอดนิยม 7 แห่งในญี่ปุ่นกัน จะมีที่ไหนกันบ้าง ไปดูกันเลย

  1. สวนสาธารณะปราสาทมัตสึมะเอะ (Matsumae Castle Park) จังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido) ตั้งอยู่ที่เมืองมัตสึมะเอะ (Matsumae ) ซึ่งเป็น “ดินแดนแห่งซากุระ” ที่ปลูกต้นซากุระกว่า 10,000 ต้น ซึ่งมีมากกว่า 250 สายพันธุ์ มีทั้งพันธุ์ที่บานเร็วและบานช้า จึงมีระยะเวลาในการชมซากุระนานกว่าที่อื่น สามารถชื่นชมความงามของดอกซากุระเริ่มต้นประมาณปลายเดือนเมษายนและยาวนานจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม
  2. สวนสาธารณะปราสาทสึรุกะ (Tsuruga Castel Park) จังหวัดฟุคุชิมะ (Fukushima) ปราสาทไอซุวะคะมัตสุ (Aizu-Wakamatsu Castle) หรืออีกชื่อหนึ่งว่าปราสาทสึรุกะ (Tsuruga Castle) ที่แปลว่า “ปราสาทนกกระเรียน” จุดเด่นของปราสาทนี้คือหลังคาที่เป็นสีแดงซึ่งมีเพียงแห่งเดียวในญี่ปุ่น และภายในสวนสาธารณะของปราสาทแห่งนี้ มีซากุระอยู่มากมายราว 1,000 ต้น ซึ่งรวมถึงพันธุ์โซเมอิโยชิโนะ (Someiyoshino) และชิดาเระซากุระ (Shidarezakura) ด้วย
  3. สวนสาธารณะแห่งชาติชินจูกุเงียวเอน (Shinjuku Gyoen National Garden) ตั้งอยู่ระหว่างย่านชินจูกุกับย่านชิบุย่าในกรุงโตเกียว แม้จะอยู่ในเมืองใหญ่ แต่สวนสาธารณะแห่งนี้ก็มีพื้นที่กว้างขวาง จนได้รับการขนานนามให้เป็น “โอเอซิสในเมืองใหญ่” ที่นี่มีซากุระปลูกอยู่ถึง 1,100 ต้นจาก 65 สายพันธุ์ ซากุระที่หลากหลายสายพันธุ์นี้ค่อยๆบานสะพรั่งทั่วทั้งสวนราวๆ 1 เดือน
  4. ทะเลสาบคาวากุจิ (Lake Kawaguchi) จังหวัดยะมะนะชิ (Yamanashi) แห่งนี้ เป็นสถานที่ๆ ผู้ชื่นชอบการถ่ายรูปจากทั่วโลกนิยมเดินทางมาเพื่อเก็บภาพความงามของ “ภูเขาฟูจิ ทะเลสาบ และซากุระ” ซึ่งเป็นภาพทิวทัศน์อันเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น ในช่วงที่ซากุระผลิบานเต็มที่จะมีการจัด “เทศกาลชมดอกซากุระฟูจิคาวากุจิโกะ” (Fujikawaguchiko Sakura Festival)
  5. วัดนินนาจิ (Ninna-ji Temple) แห่งนี้เป็นวัดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และเป็นสถานที่ๆ ดอกซากุระบานช้าที่สุดในเกียวโต ที่นี่มีซากุระพันธุ์โอะมุโระซากุระ (Omurozakura) ซึ่งจะบานเต็มที่ในช่วงประมาณกลางเดือนเมษายน ซากุระพันธุ์โอะมุโระซากุระ (Omurozakura) เป็นพันธุ์ที่ลำต้นไม่สูงมากนัก จึงสามารถชื่นชมความงามของดอกซากุระนี้ได้ในความสูงระดับสายตา
  6. ปราสาทสึยามะ (Tsuyama Castle) จังหวัดโอคะยะมะ (Okayama) เป็นสถานที่ชมดอกซากุระที่มีชื่อเสียงในญี่ปุ่นฝั่งตะวันตก งดงามด้วยซากุระพันธุ์โซเมอิโยชิโนะ (Someiyoshino) กว่า 1,000 ต้น และได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน “สถานที่ชมซากุระชื่อดัง 100 แห่งในญี่ปุ่น” ทิวทัศน์ที่มองเห็นจากส่วนยอดของปราสาทนั้นงดงามราวกับกำลังล่องลอยอยู่ท่ามกลางทะเลดอกซากุระเลยทีเดียว
  7. สวนสาธารณะโอมุระ (Omura Park) จังหวัดนางาซากิ (Nagasaki) ตั้งอยู่ที่ภูมิภาคคิวชู (Kyushu)ซึ่งมีภูมิอากาศอบอุ่น ฤดูชมดอกซากุระของที่นี่จึงสิ้นสุดลงเร็วกว่าภูมิภาคอื่นๆ สวนสาธารณะโอมุระ (Omura Park) เป็นสวนที่ปลูกซากุระไว้มากราว 2,000 ต้น 21 สายพันธุ์ ที่จะพลาดชมไม่ได้เลยก็คือ “โอมุระซากุระ” (Omurazakura) ซึ่งเป็นซากุระพันธุ์ที่มีกลีบซ้อนดอกใหญ่มี 60-100 กลีบต่อดอก ต่างจากสายพันธ์มาตรฐานที่มีเพียง 5 กลีบต่อดอก

เจ้าหน้าที่เทคนิคเครื่อง POS

เจ้าหน้าที่เทคนิคเครื่อง POS เป็นตำแหน่งงานที่หลายๆคนอาจไม่รู้จักว่าคืออะไร ทำงานเกี่ยวข้องกับอะไร  แต่จริงๆแล้ว  เครื่อง POS เป็นสิ่งที่เริ่มแพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน  เพราะเครื่อง POS ทำให้การบริหารจัดการร้านอาหารง่ายมากขึ้น  ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคเครื่อง POS ต้องเป็นผู้ที่รู้จักหลักการทำงานของเครื่อง POS ก่อน หรือเคยมีประสบการณ์เป็นช่างเทคนิคเครื่องมือหรือระบบที่เกี่ยวข้องมาก่อน

POS หรือ Point of Sale System คือ ระบบที่ช่วยในการเก็บข้อมูลการขาย รวมทั้งบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสำหรับสินค้าและบริการ  ระบบ POS นี้ พัฒนามาจากเครื่องคิดเงิน ที่ปกติจะทราบเพียงยอดขายเท่านั้น แต่เมื่อมีการพัฒนา เขียนโปรแกรมเพิ่มเติมเข้าไป ก็สามารถใช้งานอื่นๆ ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการตัดสต็อกสินค้า มีระบบสมาชิก ตรวจสอบยอดขาย สินค้าไหนขายดี สินค้าใดขายไม่ได้ เป็นต้น   ระบบ POS ที่เราเห็นบ่อยๆ มักอยู่บริเวณแคชเชียร์ในร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า (ต่อพ่วงกับเครื่องสแกนบาร์โค้ช) รวมถึงร้านอาหารด้วย

หลักการทำงานของ POS ก็ไม่ซับซ้อน โดยจะขอยกตัวอย่างการทำงานง่ายๆ ดังนี้ เช่น เมื่อลูกค้าสั่งอาหาร พนักงานจะคีย์ข้อมูลออเดอร์เข้าระบบเพื่อส่งไปยังห้องครัว ระบบจะบันทึกออเดอร์นั้นไว้ เมื่อลูกค้าจ่ายเงิน ระบบก็จะตัดสต็อกสินค้า หรือวัตถุดิบโดยอัตโนมัติ เมื่อปิดร้านเจ้าของร้านก็สามารถตรวจสอบจากการบันทึกของระบบได้ทันทีเลยว่า ยอดขายวันนี้เป็นเท่าไร ตรงกับเงินในลิ้นชักหรือเปล่า ใช้วัตถุดิบไปเท่าไร ตรงกับสต็อกที่เหลือหรือไม่ (ฉะนั้นจึงป้องกันการโกงของพนักงานได้ด้วย)

ข้อดีและข้อเสียของการใช้ระบบ POS

ข้อดี

  • เจ้าของร้านทราบยอดขายในแต่ละวันได้อย่างรวดเร็ว และ real-time แม้ไม่ได้อยู่ที่ร้าน ก็สามารถเช็คยอดขายผ่านระบบได้
  • เจ้าของร้านสามารถเช็คได้ว่าเมนูไหนขายดี เมนูไหนขายไม่ได้ ได้ตลอดเวลา
  • ไม่ต้องกลัวของหาย ไม่ต้องกลัวเงินรั่วไหล เพราะระบบบันทึกทุกอย่างไว้แล้ว
  • สะดวก รวดเร็ว ช่วยให้บริการลูกค้าได้เร็วขึ้น ไม่ต้องเสียเวลานั่งคิดเงินทีละโต๊ะ
  • ตรวจสอบได้ว่าในแต่ละเดือน ใช้วัตถุดิบแต่ละชนิดโดยเฉลี่ย ปริมาณเท่าใด จะได้สั่งซื้อได้ทันเวลา
  • ตรวจสอบปริมาณวัตถุดิบได้อย่าง Real time ถ้าใกล้หมด ก็สั่งซื้อได้
  • ช่วยในการวางแผนทำโปรโมชัน (หากเมนูไหนขายไม่ค่อยดี หรือวัตถุดิบชนิดใดเหลือเยอะ ก็สามารถนำมาจัดโปรโมชั่นได้)

ข้อเสีย

  • ต้องจ่ายเงินซื้อระบบ ซึ่งมีทั้งแบบซื้อขาดและจ่ายเป็นรายเดือน (ระบบที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายจะมีข้อจำกัดในการใช้งาน)
  • มีโอกาสที่ระบบจะล่ม และทำให้การดำเนินการของร้านหยุดชะงักได้
  • พนักงานจะคุ้นเคยกับการทำงานแบบ POS หากระบบล่ม อาจแก้ไขปัญหาไม่ได้
  • ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่สุด ที่จะทำให้ POS แสดงผลลัพธ์ที่แม่นยำ คือตัวเจ้าของร้านเองต้องแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับเมนูแต่ละเมนูโดยละเอียด เช่น เมนูข้าวหน้าหมูทอด 1 จาน ราคา 150 บาท ต้องแจกแจงว่า 1 จาน ใช้หมูกี่กรัม ข้าวกี่กรัม น้ำจิ้มกี่กรัม ผักตกแต่งจานกี่กรัม เป็นต้น หากร้านคุณมี 100 เมนู ก็ต้องแจกแจงให้ได้ 100 เมนู จึงถือว่าเป็นงานที่หนักพอสมควรเลยทีเดียว โดยข้อมูลที่แจกแจงนี้ จะใช้เป็นฐานข้อมูลให้ระบบนำไปใช้ตัดสต็อกและเช็คยอดขายได้

ผู้ประกอบการต้องลองชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและข้อเสียดู แล้วตรวจสอบความว่าร้านอาหารของคุณจำเป็นต้องใช้ระบบ POS หรือเปล่า  ทุกวันนี้มีระบบ POS ให้เลือกใช้เยอะมากมาย โดยลักษณะการใช้งาน หน้าตาโปรแกรมจะแตกต่างกันออกไป รวมทั้งมี function การใช้การที่แตกต่างกันด้วย ฉะนั้นเจ้าของร้านอาหารลองเลือกเจ้าที่เหมาะสมกับตัวเองดู แล้วจะรู้ว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยคุณได้

ปัจจุบันการใช้เครื่อง POS เป็นที่นิยมมากขึ้น ดังนั้น อาชีพที่เกี่ยวข้องก็กำลังเป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น เช่น เจ้าหน้าที่เทคนิคเครื่อง POS  ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญที่จะเป็นผู้ทำการติดตั้ง สาธิตวิธีการใช้  แก้ปัญหาระบบให้กับร้านอาหารแต่ละร้าน

             เจ้าหน้าที่เทคนิคเครื่อง POS หมายถึงช่างเทคนิคของบริษัทที่จัดจำหน่ายและติดตั้งเครื่อง POS มีหน้าที่ในการประกอบ ติดตั้งเครื่อง POS และระบบการใช้งาน ตรวจซ่อมและตรวจเช็คเครื่อง POS ของร้านอาหารที่มีการใช้งาน รวมทั้งระบบไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นงานของเจ้าหน้าที่เทคนิคเครื่อง POS ที่ต้องทำรายวันก็คือการเข้าเช็ค เข้าซ่อมบำรุงเครื่อง POS ตามที่กำหนดให้กับลูกค้าเก่าแต่ละร้าน และเข้าติดตั้ง สาธิตวิธีการใช้งานให้กับลูกค้าใหม่ เจ้าหน้าที่เทคนิคเครื่อง POS จึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับเครื่องPOS เป็นอย่างดี เพื่อให้การติดตั้งซ่อมบำรุงดำเนินไปอย่างถูกจุดและมีปัญหาเกิดขึ้นกับลูกค้าน้อยที่สุด รวมทั้งต้องให้คำปรึกษา แนะนำ จัดทำข้อมูล ถ่ายทอดความรู้ทั้งในเชิงทักษะเฉพาะด้านและทักษะทั่วไปให้แก่บุคลากรภายในหน่วยงานเพื่อให้ง่ายต่อการฝึกอบรมให้กับเจ้าหน้าที่เทคนิคเครื่อง POS รุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติงานในองค์กรด้วย

คุณสมบัติของผู้สนใจเป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคเครื่อง POS

เพศชาย อายุ 22 ปีขึ้นไป

วุฒิ ปวส. ถึง ป.ตรี สาขาช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์  ไฟฟ้า

มีทักษะด้านงานซ่อมบำรุงแก้ไข  รักงานบริการ ขยัน  เรียนรู้งานไว

มีรถจักรยานยนต์เป็นของตัวเองเนื่องจากต้องไปติดตั้งอุปกรณ์ตามสถานที่ต่างๆ

ค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่เทคนิคเครื่อง POS

เจ้าหน้าที่เทคนิคเครื่อง POS จะได้รับค่าตอบแทนตามวุฒิการศึกษาและประสบการณ์และบางบริษัทอาจให้ค่าตอบแทนเพิ่มเติมตามจำนวนลูกค้าใหม่ที่ติดตั้งในแต่ละเดือน

รีวิวนั่งรถไฟ ชินคันเซ็น ท่องเที่ยวด้วยตัวเอง

รถไฟ ชินคันเซ็น ที่วิ่งด้วยความเร็วสูงของญี่ปุ่น คำว่า “ชิงกันเซ็ง” มีการนำมาใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 1940 เพื่อใช้เรียกเส้นทางทางเดินรถไฟโดยสาร ได้ต้นแบบพัฒนามาจากรถไฟความเร็วสูง ซีเมนส์ ของ เยอรมนี ญี่ปุ่นมีความต้องการที่จะสร้างรางรถไฟที่รองรับรถไฟที่วิ่งด้วยความเร็วสูง สร้างขึ้นในสมัยนั้น โดยการใช้พลังงานไอน้ำและหัวรถจักรไฟฟ้าที่สามารถเร่งความเร็ว จึงได้สร้างทางรถไฟมาเพื่อรถไฟความเร็วสูงอย่างจริงจังโดยเฉพาะ เป็นประเทศแรกในโลก เนื่องจากภูมิประเทศของญี่ปุ่นจะเต็มไปด้วยภูเขามากมาย เส้นทางรถไฟที่มีอยู่ในขณะนั้นจึงมีความกว้างแบบแคบ หลังจากนั้นสามปี รัฐมนตรีรถไฟได้ผลักดันให้เกิดโครงการขยายทางรถไฟ ชินคันเซ็น ไปสู่กรุงปักกิ่ง (โดยการเจาะอุโมงค์ผ่านคาบสมุทรเกาหลี) หรือยาวไปจนถึงสิงคโปร์เลยทีเดียว ทำให้ต้องวางเส้นทางรถไฟที่คดเคี้ยวและรถไฟไม่สามารถเร่งให้มีความเร็วสูงกว่านี้ได้ รถไฟความเร็วสูงก็ได้เลือนหายไปจากความทรงจำของคนญี่ปุ่นเป็นเวลาหลายปี ต่อมาญี่ปุ่นมีความต้องการสร้างระบบรถไฟความเร็วสูงมากกว่าความต้องการสร้างของประเทศที่มีระบบรางรถไฟความกว้างมาตรฐานอยู่แล้วและญี่ปุ่นนั้นก็มีศักยภาพในการปรับปรุงระบบรถไฟให้ทันสมัยมากกว่าอีก หลังจากในช่วงแรกประสบความสำเร็จ จึงพร้อมที่จะต่อขยายเส้นทางเดินรถไฟออกไปทางตะวันตก ชินคันเซ็น ไม่เคยมีประวัติว่ามีผู้โดยสารเสียชีวิตเนื่องจากรถไฟตกรางหรือรถไฟชนกันเลย เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยอยู่เป็นจำนวนมากที่สถานีเพื่อป้องกันการเกิดเหตุร้ายขึ้น

ชินคันเซ็น คือรถไฟหัวกระสุนที่เร็วที่สุดในญี่ปุ่น รถไฟชินคันเซ็นเป็นอีกทางเลือกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ใช้เวลาเดินทางไม่นาน ที่นั่งก็สะอาดสอ้านและนั่งสบาย แต่การจะนั่งรถไฟชินคันเซ็นได้นั้นก็ต้องซื้อบัตรโดยสารเสียก่อน เพื่อนๆ ไม่สามารถใช้ผ่านทางประตูทางเข้าอัตโนมัติได้ ต้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจพาสเสียก่อน และจึงเดินผ่านเข้าออกได้ ภายใน 14 วัน นับจากวันที่เริ่มเปิดใช้งาน สามารถเลือกใช้ได้อิสระ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ปฏิญาณกับตัวเองแล้วว่าถ้าได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นจะต้องได้ไปขึ้นนรถไฟ ชินคันเซ็น ให้ได้สักครั้งล่ะก็ เชิญทางนี้ เพราะเราจะพาไปดูกันว่า ชินคันเซ็น สามารถพาเราไปไหนได้บ้างในญี่ปุ่น จำนวน 5 วัน ตั้งแต่วันที่เริ่มใช้วันแรก ให้เจ้าหน้าที่สถานีประทับตราปั๊ม โดยจะได้รับตราปั๊มทั้งหมด 5 ดวง นอกจากนี้ ในช่วงระยะเวลาการใช้งาน ไม่สามารถซื้อพาสใบเดิมเพิ่มได้วิธีการซื้อแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่ค่ะ หากซื้อจากนอกประเทศ วันออกตั๋วคือวันที่นำ Exchange order มาแลกเป็นตั๋วจริงภายในประเทศญี่ปุ่น นี่เป็น ชินคันเซ็น ขบวนใหม่ที่เพิ่งเกิดใหม่ไม่นาน ก่อนหน้านี้การเดินทางไปคานาซาว่าจากโตเกียวนั้นค่อนข้างเสียเวลา แต่ตอนนี้ใครๆก็สามารถไปได้ง่ายๆ นอกจากนี้แล้วรถไฟสายนี้ก็ยังผ่านจังหวัดโทยาม่า หากต้องการเดินทางไกลอย่างสะดวกสบายหรืออยากเดินทางท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น ทุกคนย่อมนึกถึงรถไฟชินคันเซ็น หากใช้บริการรถไฟ ชินคันเซ็น ก็จะสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายด้วยที่นั่งสะอาดเอี่ยม

 

ชินคันเซ็น การให้บริการก็ครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไกลข้ามภูมิภาคในประเทศญี่ปุ่น ให้สิทธิ์สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นวีซ่าแบบชั่วคราวสามารถพำนักอยู่ในประเทศญี่ปุ่น หรือที่มีสมญานามว่า “รถไฟหัวกระสุน” นั้น คือ ขบวนรถไฟด่วนพิเศษที่ดำเนินการภายใต้บริษัทในเครือของ JR Railway เป็นขบวนรถไฟความเร็วสูงชั้นนำของโลกที่เชื่อมการเดินทางระหว่างเมืองต่าง ๆ ในญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน และมีเครือข่ายรางรถไฟระยะทางไกลครอบคลุมพื้นที่หลายส่วนในประเทศญี่ปุ่น เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารที่ต้องเดินทางไกลระหว่างเมือง จังหวัด และภูมิภาคให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ชินคันเซ็น ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศแรกที่ริเริ่มคิดค้นรถไฟความเร็วสูง เนื่องจากภูมิประเทศที่เป็นภูเขาเกือบทั้งประเทศ กับรางรถไฟใหญ่ขนาด 3 ฟุต 6 นิ้ว (1,067มิลิเมตร) ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เส้นทางที่อ้อมกับรถไฟความเร็วสูง สำหรับเส้นทางที่ผ่านไม่ต้องอธิบายอะไรมาก รถไฟคันนี้เริ่มจากโตเกียว ผ่านเมืองสำคัญๆที่สุดในญี่ปุ่นมากมาย เพราะฉะนั้นประเทศญี่ปุ่นนั้นจึงมีความจำเป็นมากขึ้น ในการใช้รถไฟความเร็วสูงนี้ ในทางตรงข้ามกับรางเก่า รถไฟชินคันเซ็นนั้นมีกฎเกณฑ์มาตรฐาน และผ่านอุโมงค์มากกว่า นี่คือเส้นทางการเดินรถทั่วประเทศของรถไฟ ชินคันเซ็น อย่างแรกที่ต้องทำคือกำหนดว่าเราจะเดินทางไปยังพื้นที่ใด เมื่อรู้ว่าจะต้องขึ้นรถไฟสายอะไรแล้ว จากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนการซื้อบัตรโดยสาร

 

คราวนี้เราจะมาแนะนำประเภทของบัตรโดยสารรถไฟ ชินคันเซ็น และวิธีการซื้ออย่างละเอียด และผู้โดยสารมักจะมีจำนวนน้อยกว่า ข้อแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว หากต้องการความหรูหราสะดวกสบายไม่แออัดให้เลือกนั่งรถไฟชั้น 1 นักท่องเที่ยวที่ซื้อตั๋ว Ordinary หากต้องการอัพเกรดไปนั่ง Green จะมีค่าใช้จ่ายต่างหากซึ่งราคาค่อนข้างสูงมาก ซึ่งนอกจากเรื่องความเร็วที่เป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลกแล้ว ชินคันเซ็น ยังขึ้นชื่อในเรื่องความปลอดภัยอีกด้วย ถไฟบางส่วนนั้นมีรูปร่างคล้ายกับหัวกระสุน เพราะตลอดระยะเวลาที่เปิดให้บริการมายังไม่เคยมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รถไฟตกรางหรือชนกันมาก่อน ทั้งยังถึงจุดหมายตรงเวลาแบบสุด ๆ แต่ด้วยเหตุสุดวิสัยบางอย่างอาจทำให้ล่าช้าไปบ้าง ตอนนี้หยุดให้บริการระหว่างเมืองฮากาตะ และโอซาก้า และส่วนหัวของรถไฟได้ถูกส่งไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ แต่ค่าเฉลี่ยของความล่าช้านั้นไม่ถึง 1 นาทีด้วยซ้ำไป รถไฟสายนี้ผ่านทั้งโกเบ ฮิโรชิม่า โอกายาม่า ทั้งหมดล้วนเป็นเมืองท่องเที่ยว เป็นที่นั่งแบบระบุหมายเลข ต้องซื้อบัตรโดยสารล่วงหน้าจึงไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีที่นั่ง สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการนั่งรถไฟ ชินคันเซ็น แถมเส้นทางนี้ยังมีรถไฟหลายขบวนที่เชื่อมกับสาย Tokaido วิ่งตรงโดยไม่ต้องเปลี่ยนรถจากโตเกียวไปยังฟุกุโอกะได้ หรือจะนั่งจากฟุกุโอกะไปโตเกียวก็ได้เหมือนกัน (รวมถึงจังหวัดระหว่างทางอย่าง เกียวโต นาโกย่าด้วย) ใครที่ใช้ JR Pass นี่แหละคือที่สุดของความคุ้มปัจจุบันรถไฟ ชินคันเซ็น เปิดให้บริการหลายเส้นทาง และมีอยู่หลายขบวนแตกต่างกันตามแต่ JR ของแต่ละภูมิภาค ทำให้กลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของ ชินคันเซ็น ที่เมื่อเราไปเที่ยวที่ใดก็จะได้นั่งขบวนรถไฟชินคันเซ็นที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเส้นทางยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาคนั้น ชินคันเซ็น ก็เข้าถึงเเรียบร้อยแล้ว เราจะได้เดินทางข้ามเมืองกันได้อย่างสนุกสนาน

งานในความรับผิดชอบของช่างเทคนิค /ช่างซ่อมเครื่องมือ

ช่างเทคนิค /ช่างซ่อมเครื่องมือ โดยทั่วไปหมายถึงช่างประจำโรงงานมีหน้าที่ในการซ่อมและตรวจเช็คเครื่องมือของโรงงานที่มีการใช้งาน อาจหมายถึง เครื่องจักรของโรงงานหรือ เครื่องมือแพทย์ เครื่องมือช่างเครื่องมือไฟฟ้า เป็นต้น รวมทั้งระบบไฟฟ้าและประปาต่างๆ ของโรงงานและสำนักงานด้วย ดังนั้นงานของ ช่างเทคนิค /ช่างซ่อมเครื่องมือ ที่ต้องทำรายวันก็คือการเข้าเช็ค เข้าซ่อมบำรุงเครื่องมือตามที่กำหนดช่างเทคนิค /ช่างซ่อมเครื่องมือ จึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือและเครื่องจักรของโรงงานอย่างดี เพื่อให้การซ่อมดำเนินไปอย่างถูกจุดและรวดเร็วมีประสิทธิภาพ

  • งานตรวจสอบ ติดตั้ง ซ่อมแซม และบำรุงรักษางานระบบไฟฟ้าของเครื่องจักร เครื่องมือ

โดยช่างเทคนิค /ช่างซ่อมเครื่องมือ จะรับผิดชอบการปฏิบัติงานและบริการติดตั้ง ปรับปรุงแก้ไขสายไฟ ระบบไฟฟ้าที่ชำรุดและบำรุงรักษางานระบบไฟฟ้าของเครื่องมือเครื่องจักร โดยทำหน้าที่ซ่อมบำรุงรักษาตามตารางการเข้าซ่อมบำรุง ทั้งในเชิงป้องกันและซ่อมบำรุง รวมทั้งการจัดเตรียกระบวนการในการควบคุมและตรวจสอบคุณภาพทั้งก่อนดำเนินการ ระหว่างดำเนินการ รวมทั้งหลังการดำเนินงาน  เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมใช้งานตลอดเวลา และตรงตามความต้องการของผู้ปฏิบัติงาน

  • ดำเนินการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมเครื่องมือ เครื่องจักรให้ตรงตามคุณลักษณะที่กำหนด

โดยช่างเทคนิค /ช่างซ่อมเครื่องมือ จะจัดทำเอกสารการลงทะเบียนควบคุมหลักฐานการจัดซื้อวัสดุซ่อมบำรุง และจัดส่งให้งานพัสดุ โดยจัดซื้อตรงตามคุณลักษณะที่ถูกต้องเพื่อเข้าทำการซ่อมบำรุงตามตารางเวลาซ่อมบำรุงเครื่องที่กำหนด

นอกจากช่างเทคนิค /ช่างซ่อมเครื่องมือ จะหมายถึงการเป็นช่างประจำอยู่ที่โรงงานแล้ว บางครั้งหน้าที่ยังหมายรวมไปถึง บริษัทบางบริษัทที่ขายเครื่องมือต่างๆ อาทิเช่น เครื่องมือแพทย์ ช่างเทคนิค /ช่างซ่อมเครื่องมือ จะต้องออกไปติดตั้งหรือซ่อมเครื่องมือให้กับลูกค้า ไม่เพียงแค่ดำเนินการซ่อมแต่อย่างเดียว หากต้องดำเนินการรายละเอียดเพิ่มเติมใดที่ทำให้เครื่องมือลูกค้าดูดีขึ้นกว่าเดิม เช่น จากสภาพเครื่องภายนอกที่ทรุดโทรมจากการใช้งาน  ก่อนส่งคืนลูกค้าช่างจะปรับแต่งสภาพให้ดูสะอาดน่าใช้ขึ้นเท่าที่จะสามารถทำได้ ซึ่งในส่วนนี้เป็นการบริการหลังการขายที่ให้ลูกค้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย บางครั้งในเขตกรุงเทพและปริมณฑล หากลูกค้าไม่สะดวกนำส่งเครื่องมือเอง สามารถให้ไปรับงานได้ถึงสถานที่ลูกค้านัดหมาย  หากเครื่องมือ นั้นๆ ดำเนินการซ่อมแล้วซ่อมไม่ได้ไม่ว่าจากสาเหตุใด หรือแม้แต่ตรวจเช็คเบื้องต้นแล้วเคสไหนไม่คุ้มกับการซ่อมช่างก็จะต้องแนะนำลูกค้าและส่งเครื่องคืนโดยไม่ได้คิดค่าบริการ ทั้งค่าตรวจเช็คและขั้นตอนรับส่ง บางครั้งงานบางอย่าง ทั้งที่แก้ไขได้และไม่ได้แต่ตรวจสอบแบบไม่คิดค่าบริการ เมื่อไม่คุ้มต่อเจ้าของเครื่องกับการซ่อม ช่างเทคนิค /ช่างซ่อมเครื่องมือ ควรแนะนำอย่างตรงไปตรงมา ว่าควรหาซื้อเครื่องใหม่จะคุ้มกว่า หรือเครื่องที่รุ่นเก่าถ้าหากลูกค้าต้องการซ่อมจริงๆ แต่อะไหล่หาได้ยากมากก็ต้องแจ้งลูกค้าว่าอาจใช้เวลานานในการหาอะไหล่ และให้ลูกค้าเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะซ่อมต่อหรือไม่

ขั้นตอนการดำเนินงานซ่อมโดยทั่วไปสำหรับร้านที่จำหน่ายเครื่องมือต่างๆ

1) ขั้นตอนการรับเครื่องหากไม่เป็นกรณีฉุกเฉินไม่ว่าช่างไปรับเองหรือลูกค้ามาส่งจะมีเอกสารยืนยันการรับเครื่องให้เซ็นรับและเก็บไว้ทั้ง 2 ฝ่าย  เนื่องจากเครื่องมือและอุปกรณ์บางอย่างมีราคาสูง อีกทั้งยังเป็นการทำให้รู้ว่าเรารับสินค้ามาเมื่อไหร่ และจะใช้เวลาในการซ่อมกี่วัน

2) ช่างต้องตรวจเช็คปัญหาของเครื่อง และเสนอราคาก่อนดำเนินการซ่อม

3) ช่างที่มีประสบการณ์ควรดำเนินการซ่อม โดยมุ่งเน้นที่อุปกรณ์ที่เสียหาย เพื่อลดค่าใช้จ่ายลูกค้า ไม่เปลี่ยนยกทั้งหมด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลูกค้า โดยช่างควรให้คำแนะนำทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา

4) ช่างไม่ได้มีหน้าที่เพียงซ่อม แต่ยังควรแนะนำวิธีการดูแลเครื่องมือ รวมทั้งทำความสะอาดเครื่องมือให้ดูเหมือนใหม่

5) นัดส่งเครื่องคืนให้แก่ลูกค้า โดยมีเอกสารยืนยันการรับ – ส่งเครื่องทั้ง 2 ฝ่าย  โดยต้องสอบถามรายละเอียดว่าลูกค้าจะมารับเองหรือว่าจะให้ไปส่ง ถ้าหากต้องการให้ไปส่งควรถามรายละเอียดที่อยู่ให้ชัดเจน และช่างควรไปส่งด้วยเพื่อแนะนำลูกค้าเพิ่มเติมหากลูกค้ามีข้อสงสัย

คุณสมบัติโดยทั่วไปของช่างเทคนิค /ช่างซ่อมเครื่องมือ

1. มีวุฒิการศึกษา ปวส. สาขาช่างเทคนิคหรืออื่นๆที่เกี่ยวข้อง
2. ควรมีประสบการณ์เกี่ยวกับเครื่องมือนั้นๆ เนื่องจากการเป็นช่างซ่อมเครื่องมือต้องมีความรู้เฉพาะทางสูง
3. มีความอดทนต่อแรงกดดันเมื่อโดนตำหนิและหาวิธีรับมือได้ดี เนื่องจากต้องอธิบายรายละเอียดต่างๆ ให้กับลูกค้าเข้าใจโดยละเอียด
4.มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์และสามารถขับขี่ได้ เนื่องจากต้องไปพบลูกค้าหน้างาน เพื่ออธิบายถึงรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวกับเครื่องมือ
5. มีความรับผิดชอบต่องานที่ทำ มีความตรงไปตรงมา ทำให้ลูกค้าเชื่อถือและไว้ใจได้
6. สามารถทำงานล่วงเวลาได้ และอาจต้องไปทำงานต่างจังหวัดบางครั้ง

ใบไม้เปลี่ยนสี ความงามแห่งญี่ปุ่น….!!!

ใบไม้เปลี่ยนสีเป็นช่วงเวลาที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุดของญี่ปุ่น เพราะมีสีสันสวยงามจากใบไม้ ส้ม แดง เหลืองที่สวยงามตามธรรมชาติด้วยสีใบไม้แต่ละพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้วิวทิวทัศน์ต่างๆนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งประเทศญี่ปุ่นมีภูมิประเทศที่มีระยะห่างจากเหนือจรดใต้ค่อนข้างมาก ทำให้สามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้เป็นระยะเวลาเกือบๆ 3 เดือนเลยทีเดียว ใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีไล่จากทางเหนือลงใต้ โดยเริ่มประมาณกลางเดือนกันยายนบนยอดเขาของภูมิภาคฮอกไกโดแล้วค่อยๆเลื่อนลงพื้นที่ต่ำกว่าและลงไปทางใต้จนถึงโตเกียว โอซาก้า ประมาณครึ่งหลังของเดือนพฤศจิกายน และทางตอนใต้สุดของภูมิภาคคิวชูช่วงครึ่งแรกของเดือนธันวาคม

ช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีมากที่สุดหรือ peak period จะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละปี แต่ก็จะต่างกันในแต่ละปีเพียงแค่ไม่เกิน 10 วันเท่านั้น ทำให้การชมใบไม้เปลี่ยนสีจะง่ายกว่าการชมซากุระบานเพราะช่วงที่บานที่สุดหรือ Full Bloom จะอยู่แค่เพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น แต่ช่วงพีคของใบไม้เปลี่ยนสีจะนานกว่าประมาณ 2-3 สัปดาห์

สำหรับฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์จากการสรรค์สร้างของธรรมชาติ สัมผัสได้ถึงความโรแมนติคด้วยใบไม้ที่เปลี่ยนจากสีเขียวสู่สีส้ม แดง และเหลืองทองสลับกัน โดยที่ญี่ปุ่นจะเรียกการชมใบไม้เปลี่ยนสีนี้ว่า “Koyo ( 紅葉)” หรือ “Momiji-Gari” และตามปกติใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสี จากทางภาคเหนือลงสู่ภาคใต้ของญี่ปุ่น ราวกลางเดือนกันยายนจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายนของทุกปี  อาจมีการคลาดเคลื่อนไปบ้างตามสภาพอากาศ

ใกล้ถึงช่วงใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นแล้ว ฤดูนี้ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์และยังเป็นช่วงหนึ่งที่สวยที่สุดของการมาเที่ยวญี่ปุ่นเลยทีเดียว ที่ญี่ปุ่น เราสามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้เกือบทั่วประเทศเลย ไม่ว่าจะเป็น โตเกียว โอซาก้า เกียวโต นารา ฮอกไกโด และอีกเพียบ เพราะแต่ละเมืองก็จะเริ่มเปลี่ยนสีช้าเร็วแตกต่างกันไป เริ่มตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคมไปจนถึงประมาณกลางเดือนธันวาคมของทุกปี

เราเลยรวบรวม 10 แหล่งชมใบไม้เปลี่ยนสีสุดงามในโตเกียวมาฝากกัน

  1. ถนนต้นแปะก๊วย สวนเมจิจิงกูไกเอ็น (Icho namiki, Meiji Jingu Gaien) แหล่งชมใบไม้เปลี่ยนสีขึ้นชื่อที่สุดในโตเกียว
  2. สวนชินจูกุเกียวเอ็น (Shinjuku Gyoen) ชมใบไม้เปลี่ยนสีภายในสวนสไตล์ญี่ปุ่นและยุโรป
  3. สวนโยโยงิ (Yoyogi Park) ปิกนิกท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสี
  4. สวนริคุกิเอ็น (Rikugien) สวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม
  5. สวนฮามาริคิว (Hamarikyu Gardens) สวนญี่ปุ่นท่ามกลางตึกสูง
  6. สวนโคอิชิคาวะ โคราคุเอ็น (Koishikawa Korakuen) ใบไม้เปลี่ยนสีริมน้ำ
  7. สวนอิโนะคาชิระ (Inokashira Park) ชมใบไม้เปลี่ยนสีใบแบบที่ชอบ
  8. สวนโชวะคิเน็น (Showa Kinen Park)
  9. เขาทาคาโอะ ( Takao) ปีนเขาพลางชมใบไม้เปลี่ยนสี
  10. หุบเขามิทาเกะ (Mitake Valley) เดินเล่นกินลมชมวิวท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสี

อนึ่ง ระยะเวลาของใบไม้เปลี่ยนสีก่อนร่วงจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ดังนั้นผู้ที่มาเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีจะมีระยะเวลาในการเที่ยวได้ยาวกว่าช่วงชมซากุระซึ่งจะพีคแค่ประมาณ 1 สัปดาห์ วิธีการดูวันร่วงของใบไม้สามารถใช้วิธีเดียวกับเราได้คือ นับจากวันที่เริ่ม ไปประมาณ 2 สัปดาห์ ก็จะรู้เวลาที่ใบไม้ร่วงโดยประมาณแล้ว

ช่วงเวลาอันเหมาะสมที่จะไปเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีของแต่ละภูมิภาคในประเทศญี่ปุ่นนั้นก็แต่ต่างกันไป โดยจะมีความช้าและเร็วในการเปลี่ยนสีของใบไม้ที่แตกต่างกันไล่เรียงกันมาจากภาคเหนือของญี่ปุ่นลงสู่ภาคใต้ เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี แต่ละปีอาจมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยแล้วแต่สภาพอากาศของปีนั้น ๆ

ความสำคัญของช่างซ่อมบำรุง(ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย)

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับการซ่อมบำรุงเสียก่อนว่าการซ่อมบำรุงนั้นคืออะไร และการซ่อมบำรุงนั้นดีอย่างไร การซ่อมบำรุง (maintenance) เป็นการทำงานที่ทำให้สินทรัพย์ (อุปกรณ์ เครื่องจักร ระบบ ยุทโธปกรณ์) สามารถทำงานได้ตามความประสงค์ของเจ้าของหรือผู้ใช้

การซ่อมบำรุงนั้นมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ นั่นก็คือ การซ่อมบำรุงรักษาเชิงแก้ไข และการซ่อมบำรุงรักษาเชิงป้องกัน

1.การซ่อมบำรุงรักษาเชิงแก้ไข

การบำรุงรักษาแบบแก้ไข (Corrective Maintenance : CM) หรือบ้างก็เรียกว่าการบำรุงรักษาหลังเกิดการเสียหายหรือใช้งานจนกระทั่งเสียหายเป็นเทคนิคการบำรุงรักษาที่ง่ายที่สุด แต่ในทุกอุตสาหกรรมยังใช้เทคนิคการบำรุงรักษาแบบนี้อยู่ โดยจะดำเนินการแก้ไขหรือซ่อมแซมสินทรัพย์ก็ต่อเมื่อสินทรัพย์เสียหายจึงทำให้ต้องหยุดการใช้งานสินทรัพย์ เช่น หลอดไฟแสงสว่าง เครื่องจักรในโรงงาน ข้อดี ได้ใช้ประโยชน์จากอายุการใช้งานของเครื่องจักรอย่างคุ้มค่า ไม่ต้องเสียกำลังคนและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ข้อสังเกต เราไม่สามารถวางแผนและกำหนดเวลาในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนได้บางครั้งจำเป็นต้องรีบทำงานให้เสร็จจึงทำให้คุณภาพของการซ่อมแซมไม่ดีพอ โดยปกติเมื่อเกิดการเสียหายแล้วมักจะทำให้การเสียหายอย่างรุนแรงเป็นผลให้การซ่อมแซมหรือแก้ไขจะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก มากไปกว่านั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจจะมีผลกระทบกับ ความปลอดภัย สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม

2.การซ่อมบำรุงรักษาเชิงป้องกัน

การบำรุงรักษาเพื่อป้องกัน (Preventive Maintenance : PM) จะเป็นการวางแผนโดยกำหนดระยะเวลาในการเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่หรือการโอเวอร์ฮอลเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จะเป็นการวางแผนการป้องกันไว้ล่วงหน้าทำให้ไม่ต้องหยุดการใช้งานสินทรัพย์หรืออุปกรณ์แบบฉุกเฉิน โดยทั่วไประยะเวลาในการทำงานสามารถหาข้อมูลอ้างอิงได้จากคู่มือของผู้ผลิตหรือจากแผนการบำรุงรักษาที่ใช้งานอยู่ เช่น การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและกรองน้ำมัน, การเปลี่ยนกรองอากาศรถยนต์ ข้อดี สามารถทำการวางแผนการบำรุงรักษาและแผนการใช้สินทรัพย์ได้ง่าย โดยทั่วไปมักจะปฏิบัติตามคู่มือผู้ผลิต ทำให้สามารถใช้งานสินทรัพย์ได้มากกว่าการบำรุงรักษาแบบแก้ไข ข้อสังเกต โดยทั่วไปไม่สามารถรู้หรือขาดข้อมูลที่จะประมาณอายุการใช้งานสินทรัพย์ เพิ่มความเสี่ยงความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังงานบำรุงรักษา (ถ้าไม่ทำการบำรุงรักษาสินทรัพย์ก็จะไม่ชำรุด หรืออาจกล่าวได้ว่าการบำรุงรักษาเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการชำรุดของสินทรัพย์) ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของแผนการบำรุงรักษาตามคู่มือผู้ผลิต

ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Cultural Centre) เป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการและจัดการแสดงต่างๆ อาทิ คอนเสิร์ต ละครเวที รวมไปถึงเป็นสถานที่จัดการประชุมต่างๆ ตั้งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 14 ถนนเทียมร่วมมิตร แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร โดยผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย คนปัจจุบัน คือ นางดาวลดา พันธ์วร

ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย นอกจากจะมีบทบาทหน้าที่อันสำคัญในการเป็นแหล่งกลาง ของการจัดกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ แล้ว การใช้งานศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อใช้งานเยอะก็ย่อมต้องมีการซ่อมบำรุงแก้ใข เป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเลยต้องมีหน่วยงานที่จะต้องมาคอยดูแล โดยช่างซ่อมบำรุง(ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) โดยเฉพาะ เพราะต้องอาศัยความละเอียดอ่อนของช่างที่มีความชำนานเป็นพิเศษ โดยช่างซ่อมบำรุง(ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) จะคอยดูแล การซ่อมบำรุงรักษาเชิงแก้ไข และการซ่อมบำรุงรักษาเชิงป้องกันเพื่อไม่ให้ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยนั้นเสี่ยหายจากการใช้งาน

ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานในสังกัดสถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม มีบทบาทหน้าที่สำคัญทางด้านศิลปวัฒนธรรม คือเป็นศูนย์กลางในการให้บริการทางการศึกษา ส่งเสริมและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยสาขาต่าง ๆ แก่เยาวชนและประชาชนชาวไทย เพื่อให้คนไทยตระหนักถึงคุณค่าของวัฒนธรรมไทย เกิดความรักหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ และช่วยกันรักษาไว้เป็นศักดิ์ศรี และเกียรติภูมิของชาติสืบไป นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่สำหรับแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกันในบรรดาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

ช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์

ลักษณะของผู้ที่เหมาะสมกับการเป็นช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์

เป็นผู้ที่ชอบกิจกรรมที่ไม่สลับซับซ้อน กิจกรรมที่เกี่ยวกับสิ่งของ  เช่น เครื่องจักรกล ทักษะทางภาษา ทักษะการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลมีน้อย มักจะหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องเกี่ยวข้องกับบุุคคลหรือไม่ชอบเป็นจุดสนใจของผูุ้อื่น ค่อนข้างมีลักษณะเป็นชายสูง มีค่านิยมทางเศรษฐกิจและการเมืองในรูปแบบที่มีระเบียบแบบแผน มีความเป็นผู้ใหญ่ มีความอดทน มีความบากบั่น กล้าแสดงผลงาน ทักษะในการสร้างสัมพันธภาพทางสังคมมีน้อย

ลักษณะทั่วไปของอาชีพช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์

ทำงานทางเทคนิคภายใต้การแนะนำและควบคุมของวิศวกรคอมพิวเตอร์  เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในงานอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์  อิเล็กทรอนิกส์อุตสาหกรรม  เทคนิคคอมพิวเตอร์  เทคนิคระบบสื่อสาร  และเครื่องกลอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งยังต้องออกแบบ  สร้าง และบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยอาศัยหลักการและขบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์

ทั้งนี้บางครั้งช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ยังมีหน้าที่ต้องวิเคราะห์ วางแผน  ควบคุมโครงงานทางด้านอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์ ตลอดจนการประเมินผลงานและเขียนรายงานจากการค้นคว้า วิจัย

บำรุงรักษาและตรวจซ่อมคอมพิวเตอร์

 ลักษณะของงานช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์

ทำงานทางเทคนิคภายใต้การแนะนำ และควบคุมของวิศวกรคอมพิวเตอร์  โดยอาจต้องมีความรู้ด้าน มีความรู้ด้าน ภาษา Visual Basic  PHP ภาษา C  เขียนเว็ปไซต์  โดยมีหน้าที่คือ ดูแลทางด้านเทคนิคคอมพิวเตอร์  การซ่อมบำรุงทั้ง Hardware และ Software  ให้บริการซ่อมด้านเทคนิคคอมพิวเตอร์ให้กับ User ภายในองค์กร นอกจากนี้ ช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ยังต้องทำงานด้านบำรุงรักษา  และตรวจซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์ เป็นผู้ประสานงานระหว่างวิศวกร และช่างฝีมือในการสั่งการ  การควบคุม  การตรวจสอบ และวิเคราะห์ปัญหาในงานอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์

สภาพการจ้างงาน

ช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์  สามารถเลือกทำงานได้ทั้งในภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ  หรือทำงานส่วนตัวและกับหน่วยงานในองค์กรเอกชนอื่นๆ  เช่น  สถานประกอบกิจการต่างๆ  บริษัทเอกชน โรงงานผลิตคอมพิวเตอร์  โรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป  ธนาคาร ที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานและควบคุมงาน เป็นต้น ได้รับค่าตอบแทนการทำงานเป็นเงินเดือนตามวุฒิการศึกษาช่างเทคนิคอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์และประสบการณ์ในการทำงาน

อัตราเงินเดือนของผู้ประกอบอาชีพช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ในภาคเอกชนขึ้นอยู่กับประสบการณ์  ความสามารถ  และความชำนาญงาน นอกจากค่าตอบแทนในรูปเงินเดือนแล้ว อาจได้รับค่าตอบแทนในรูปอื่น เช่น ค่ารักษาพยาบาล    เงินสะสม เงินช่วยเหลือสวัสดิการ    รูปแบบต่างๆ เงินโบนัส ค่าล่วงเวลา เครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์ในการทำงาน เป็นต้น

ผู้ปฏิบัติงานอาชีพนี้ทำงานวันละ 8-9 ชั่วโมง อาจทำงานล่วงเวลา วันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดตามความจำเป็นเร่งด่วน  แต่หากทำงานราชการก็จะได้เงินเดือนตามฐานเงินเดือนของหน่วยราชการนั้นและปรับขึ้นรายปี 5-6% ขึ้นอยู่กับผลงาน

 คุณสมบัติผู้ประกอบอาชีพ

คุณสมบัติของช่างเทคนิค อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ มีดังนี้

สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)  หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ด้านอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์หรือที่เกี่ยวข้อง  มีร่างกายแข็งแรง ไม่เป็นโรคที่เป็นอุปสรรคต่องานอาชีพ

เป็นผู้มีความละเอียดรอบคอบ คล่องแคล่ว ว่องไว ช่างสังเกต หูรับฟัง   ได้ดี ตาดีไม่บอดสี  มือและสมองสามารถทำงานพร้อมกันได้ตลอดเวลา มีความอดทน ขยันหมั่นเพียร สามารถทำงานกลางแจ้ง  มีความคิด    ริเริ่มสร้างสรรค์  ชอบการคิดคำนวณ มีความละเอียดรอบคอบ  มีความมั่นใจในตนเองสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้   มีเจตคติที่ดีต่องานอาชีพ ซื่อสัตย์สุจริต มีระเบียบวินัย  เป็นผู้มีความรับผิดชอบต่อสังคม  โดยดำรงตนอยู่บนพื้นฐานแห่งคุณธรรม  และกฎหมาย มีความเป็นผู้นำ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

การเตรียมตัวสำหรับผู้สนใจ

สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 สามารถเข้าศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)  สาขาวิชาช่างคอมพิวเตอร์หลักสูตร 3 ปี  เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สามารถสมัครงานประกอบอาชีพนี้หรือเข้าศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) หลักสูตร 2 ปี  ประเภทวิชาช่าง อุตสาหกรรมสาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ในสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษาหรือสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลหรือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

สำหรับแรงงานใหม่ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือเทียบเท่าขึ้นไป  ฝึกใน  สพร. หรือ ศพจ. 10 เดือน  และฝึกในสถานประกอบการอีก 2 เดือนรวมระยะเวลาฝึกทั้งหมด 12  เดือน  จึงจะได้รับวุฒิบัตรพัฒนาฝีมือแรงงาน (วพร.) แนวการฝึกเน้นภาคปฏิบัติ  70%

โอกาสในการมีงานทำ

พัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านคอมพิวเตอร์  ก้าวไปอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไปและสำหรับบริษัทและโรงงานทุกๆ แห่ง ดังนั้นการประกอบอาชีพนี้  จึงเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการพัฒนา และนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้งาน จึงนับได้ว่าผู้ที่สำเร็จการศึกษาทางด้านนี้ จึงยังมีตลาดแรงงานรองรับอยู่มาก  ถึงแม้ว่าจะมีการหยุดชะงักทางด้านเศรษฐกิจในด้านอื่น ๆ  ก็ตามแต่ความจำเป็นในการพัฒนาทางอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์ยังคงมีความสำคัญสูงที่จะต้องพัฒนาต่อไป

งานที่เกี่ยวข้องด้านอิเล็คทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ สามารถเลือกทำงานได้ทั้งประกอบอาชีพอิสระ เช่น รับซ่อมคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ประกอบอื่นๆ   รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ และเป็นลูกจ้างของสถานประกอบกิจการทั่วไป เป็นต้น

โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ

ผู้ที่รับราชการ หรือเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจจะเลื่อนขั้นเงินเดือน  และตำแหน่งตามกฎระเบียบที่วางไว้ ส่วนงานเอกชนนั้นเมื่อระยะเวลาทำงานเพิ่มขึ้น  รวมทั้งมีความสามารถและชำนาญงานก็จะได้เลื่อนตำแหน่งงานและเงินเดือนสูงขึ้นตามความสามารถและประสบการณ์  นอกจากนี้ยังสามารถหารายได้พิเศษ  โดยรับซ่อมคอมพิวเตอร์หรือลงโปรแกรมต่าง ๆ ได้อีกด้วย  ผู้มีพื้นฐานอาชีพนี้ สามารถฝึกเพิ่มเติมฝีมือในหลักสูตรการฝึกยกระดับฝีมือในสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ตลาดแรงงานต้องการมาก  เนื่องจากกระบวนการทำงาน  และกระบวนการผลิตจะเปลี่ยนไปในทางการควบคุมแบบอัตโนมัติซึ่งต้องใช้การควบคุมที่แน่นอน  และแม่นยำจึงต้องอาศัยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์เข้าไปช่วยในการควบคุม  และยังสามารถศึกษาต่อในระดับชั้นปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ได้อีกด้วย

ใบไม้แดงญี่ปุ่นสีสันแห่งฤดูใบไม้ผลิ

เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.-พ.ย.) ใบไม้ส่วนใหญ่จะเริ่มเปลี่ยนสี จากสีเขียวเป็นสีเหลืองส้มหรือแดง ก่อนที่จะร่วงหล่นไปจนหมดต้น ใบของต้นไม้บางชนิดเช่น ใบอิโจ (แปะก้วย) จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ก่อนจะร่วงหล่นไปจนหมดต้น ทำให้ธรรมชาติในยามนั้นงดงามด้วยสีสันสดใส ถ้าใครได้มีโอกาสมาเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น นอกจากจะได้เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ และมาสัมผัสกับฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ยังได้มีโอกาสมาเดินออกกำลังกายเผาผลาญแคลอรี่กันอีกด้วยนะ

สำหรับฤดูกาลที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์จากการสรรค์สร้างของธรรมชาติ เป็นผลงานตระการตาด้วยใบไม้ที่เปลี่ยนจากสีเขียวสู่สีส้ม แดง และเหลืองทองสลับกัน โดยที่ญี่ปุ่นจะเรียกการชมใบไม้เปลี่ยนสีนี้ว่า “Koyo” หรือ “Momiji-Gari” และตามปกติใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสี จากทางภาคเหนือลงสู่ภาคใต้ของญี่ปุ่น ราวต้นเดือนตุลาคมจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ซึ่งตรงกันข้ามกับดอกซากุระ ที่จะเริ่มบานจากท้องถิ่นทางภาคใต้ขึ้นสู่ภาคเหนือ และช่วงเวลาที่ทั้งใบไม้เปลี่ยนสี และช่วงเวลาที่ดอกซากุระบาน จะคลาดเคลื่อนแตกต่างกันไปในแต่ละปี ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและอุณหภูมิในปีนั้นๆ ทำให้นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องทราบถึงข้อมูลการพยากรณ์การเปลี่ยนสีของใบไม้ในแต่ละสถานที่ เพื่อการท่องเที่ยวซึมซับบรรยากาศ และทัศนียภาพที่สวยงามตามใจต้องการมากที่สุด

เทศกาลชมใบไม้แดงที่ญี่ปุ่น

ตามปกติ ใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสี ไล่จากทางภาคเหนือลงสู่ภาคใต้ของญี่ปุ่น ราวต้นเดือนตุลาคม จนถึงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี แต่ช่วงเวลาเปลี่ยนสีอาจคลาดเคลื่อนแตกต่างกันไปในแต่ละปี ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและอุณหภูมิในปีนั้นๆ

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่สวยงาม และสุดแสนโรแมนติคของญี่ปุ่น ตามหุบเขาธรรมชาติ จะเต็มไปด้วยต้นไม้ที่พร้อมใจกันเพิ่มความงดงามให้กับขุนเขา แข่งกันอวดสีสันของใบไม้สีสันสดใส เป็นมนต์เสน่ห์ให้นักท่องเที่ยว หลงใหล และติดใจ อยากมาชมความงดงามในทุกๆปี อุณหภูมิในช่วงนี้จะเริ่มเย็นสบาย เฉลี่ยประมาณ 15-25 องศาเซลเซียส แม้จะไม่หนาวเท่าฤดูหนาว แต่ควรเตรียมเสื้อคลุมแขนยาวสำหรับกันหนาวไปด้วย เช่น เสื้อยืดแขนยาว เสื้อแขนยาว เสื้อคอเต่าแขนยาว เสื้อคาร์ดิแกน เสื้อคลุม เสื้อแจ็กเก็ต สเว็ตเตอร์กันหนาว และผ้าพันคอ

เอาล่ะครับ เมื่อเราเตรียมตัวเสร็จแล้ว วันนี้ผมขอพาเพื่อนไปชมความสวยงามของธรรมชาติผสมผสานกับสิ่งปลูกสร้างในญี่ปุ่นได้อย่างลงตัวกันครับ เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปถ่ายรูป สัมผัสใบไม้แดงที่ญี่ปุ่นกันดีกว่า

และนี่คือ 17 สุดยอดสถานที่ต้องห้ามพลาดในการชมใบไม้แดงของฤดูใบไม้ผลิแห่งญี่ปุ่น ที่เราอยากนำเสนอครับ

ช่วงปลายเดือนกันยายน – ต้นเดือนตุลาคม

1.Niseko จังหวัด Hokkaido

2.Hachimantai จังหวัด Iwate

3.ภูเขา Nasu-dake จังหวัด Tochigi / Fukushima

ต้น – กลางเดือนตุลาคม

1.อุทยานแห่งชาติทะเลสาป Onuma จังหวัด Hokkaido

2.ภูเขา Zao-san จังหวัด Yamagata / Miyagi

3.ภูเขา Yatsugatake จังหวัด Nagano / Yamanashi

4.วิวภูเขา Fuji จากบนทางด่วนสาย Subaru จังหวัด Shizuoka / Yamanashi

กลาง – ปลายเดือนตุลาคม

1.ทะเลสาป Towada-ko จังหวัด Akita / Aomori

2.แม่น้ำ Kinu จังหวัด Tochigi

ปลายเดือนตุลาคม – ต้นเดือนพฤศจิกายน

1.วัด Risshaku-ji จังหวัด Yamagata

2.ทะเลสาป Inawashiro จังหวัด Fukushima

3.วัด Eihei-ji จังหวัด Fukui

ต้น- กลางเดือนพฤศจิกายน

1.ถนน Aoba-dori เมือง Sendai จังหวัด Miyagi

2.สวน Kenrokuen เมือง Kanazawa จังหวัด Ishikawa

กลาง – ปลายเดือนพฤศจิกายน

1.พระราชวัง Imperial Palace จังหวัด Tokyo

  1. Arashiyama จังหวัด Kyoto

3.วัด Eikando จังหวัด Kyoto

อย่างไรก็ตามหากเราอยากจะชมเทศการใบไม้แดงเราควรต้องติดตามการพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงอากาศในแต่ละปีอย่างต่อเนื่องด้วย ซึ่งแต่ละปีนั้นอาจจะมีการคลาดเคลื่อนของสภาพอากาศด้วย เราสามารถติดตามอัพเดทช่วงเวลาของประเทศญี่ปุ่นได้ตามเว๊บไซต์ต่างๆได้ หากได้ข้อมูลแล้ว ก็ต้องไปหาเมืองที่ท่องเที่ยว ถ้าไปหลายเมืองจะได้เรียงลำดับกันได้ เช็คกันให้ดีๆ ทริปนี้ต้องห้ามพลาด

หมู่บ้านญี่ปุ่นเป็นชุมชนชาวญี่ปุ่นในกรุงศรีอยุธยา

หมู่บ้านญี่ปุ่นเป็นชุมชนชาวญี่ปุ่นในกรุงศรีอยุธยานั้นเริ่มมีขึ้นราวสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 โดยเริ่มต้นมาจากชุมชนเล็กๆ ของพ่อค้าเรือสำเภาชาวญี่ปุ่น ซึ่งภายในหมู่บ้านนั้นสันนิษฐานว่ามีชาวญี่ปุ่นอยู่ 3 กลุ่มด้วยกัน คือ พ่อค้า โรนินหรือนักรบญี่ปุ่นที่เข้ามาเป็นทหารอาสาญี่ปุ่นในอยุธยา และชาวญี่ปุ่นที่นับถือศาสนาคริสต์ เดินทางออกจากญี่ปุ่นเพื่อเสรีภาพในการนับถือศาสนา

ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระมหากษัตริย์พระราชทานที่ดินให้ตั้งหมู่บ้าน ที่ตั้งของหมู่บ้านญี่ปุ่นนี้ก็อยู่ในบริเวณที่ตั้งเดิมของชุมชนชาวญี่ปุ่นเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออก ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทางตอนใต้ของเกาะเมือง โดยในสมัยนั้น ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเป็นชุมชนชาวโปรตุเกส ส่วนที่ติดกับด้านเหนือของหมู่บ้านญี่ปุ่นจะมีคลองเล็กๆ คั่นเป็นชุมชนอังกฤษและชุมชนฮอลันดา

มาไล่เรียงลำดับเหตุการณืเท่าที่มีบันทึกกัน ว่าเรารู้อะไรกันบ้าง

ปี ค.ศ.1570 หรือ พ.ศ.2133 : เท่าที่พบหลักฐานแล้ว น่าจะเป็นปีที่มีการส่งเรือสำเภาริวกิว ไปยังสยามเป็นครั้งสุดท้าย

ปี ค.ศ.1616 หรือ พ.ศ.2159 : ออกญาพระคลังเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ของสยาม ได้ส่งไม้กฤษณาพร้อมด้วยจดหมาย ถึง ไดเมียวมาเอดะ โทชิทสึเนะ เนื่องจากอยากได้ดาบญี่ปุ่น เมื่อถึงปีนี้หมู่บ้านญี่ปุ่นในอยุธยากำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ชาวญี่ปุ่นที่ชื่อ คิอิ คิวเอมอน ได้เป้นหัวหน้าหมู่บ้านจนถึงปี พ.ศ.2163 (ค.ศ. 1620)

ปี ค.ศ.1612 หรือ พ.ศ.2155 : ชาวญี่ปุ่นจำนวน 280คน ที่อาศัยในอยุธยาวางแผนบุกเข้าไปฆ่าเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ถึงในพระราชวังอยุธยา จากนั้นก็หลบหนีไปยังเพชรบุรี และในปีนี้ ยามาดะ นางามาซะ มาอยุธยา

ปี ค.ศ.1620 หรือ พ.ศ.2163 : ยามาดะ นางามซะ ได้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านญี่ปุ่นที่อยุธยา

ปี ค.ศ.1621 หรือ พ.ศ.2164 : ฑูตสยามเดินทางไปเอโดะ (ปัจจุบันคือ โตเกียว) เพื่อนำพระราชสาส์นของ กษัตริย์สยามไปมอบให้โชกุนโตกุงาวะ ฮิเดทาดะ

ยามาดะ นางามาซะ มีจดหมายถึง โดอิ โทชิดะ และ ฮอนดะ มาซาสุมิ

ปี ค.ศ.1622 หรือ พ.ศ.2165 : หมู่บ้านญี่ปุ่นที่อยุธยาถูกไฟไหม้จนหมดสิ้น

ปี ค.ศ.1627 หรือ พ.ศ.2170 : บาทหลวงชาวโปรตุเกสจากมะละกา ทำพิธีศีลมหาสนิทให้แก่คริสเตียนชาวญี่ปุ่น 400 คน ที่พำนักอยู่อาศัยในอยุธยา หมู่บ้านญี่ปุ่น ในช่วงที่มีชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่มากที่สุดนั้น มีราวๆ 1,000 ถึง 1,500 คน ในจำนวนนี้สังกัด “กรมอาสาญี่ปุ่น” 800คน

ปี ค.ศ.1629 หรือ พ.ศ.2172 : ยามาดะ นางามาซะ ไปเป้นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชที่อยู่ตอนใต้ของสยาม

ปี ค.ศ.1630 หรือ พ.ศ.2173 : ยามาดะ นางามาซะ ถึงแก่กรรม หมู่บ้านญี่ปุ่นที่อยุธยาถูกเผาทำลาย

ปี ค.ศ.1659 หรือ พ.ศ.2202 : บาทหลวงนิกายเยซูอิต ที่ถูกส่งจากเอ้หมึงไปยังอยุธยานั้น ไปคอยให้กำลังใจแก่คริสเตียนชาวญี่ปุ่นที่อยุธยา

ปี ค.ศ.1662 หรือ พ.ศ.2205 : เดอ ลา โมเดอ ลองแบร์ ยาทหลวงฝรั่งเศส รายงานว่า ในอยุธยามีชาวญี่ปุ่นที่นับถือศาสนาคริสต์ อาศัยอยู่

ปัจจุบันสมาคมไทย – ญี่ปุ่น ได้สร้างอาคารจัดแสดงและจารึกประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านญี่ปุ่นในสมัยกรุงศรีอยุธยา จัดบริเวณและปรับปรุงบริเวณที่เคยเป็นหมู่บ้านญี่ปุ่นเดิมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญระหว่างไทยและญี่ปุ่นต่อไป

ด้านในมีอาคารจัดแสดงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับต่างประเทศ แบ่งออกเป็นอาคาร 9 ส่วน ประกอบด้วยบอร์ดนิทรรศการ การจัดแสดงสิ่งของและวีดีทัศน์ 3 ภาษา ได้แก่

  1. ห้องวีดีทัศน์ นำเสนอภาพรวมของพระนครศรีอยุธยา โดยอ้างอิงจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และความคิดเห็นของนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ทั้งไทยและญี่ปุ่น
  2. แผนที่เดินเรือมายังกรุงศรีอยุธยา แผนที่และภาพถ่ายทางอากาศความรุ่งเรืองของพระนครศรีอยุธยา
  3. แผนที่และภาพถ่ายทางอากาศ แสดงความรุ่งเรืองของพระนครศรีอยุธยา จากอดีตสู่ปัจจุบัน
  4. ห้องจัดแสดงใต้ท้องเรือ จำลองการขนสินค้านำเข้าและส่งออกในสมัยอยุธยา
  5. ห้องจัดแสดงเรื่องราวของชุมชนชาวต่างชาติในกรุงศรีอยุธยา
  6. ห้องจัดแสดงเรื่องราวของชุมชนชาวญี่ปุ่นในพระนครศรีอยุธยา นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการเข้ามาของคนญี่ปุ่น วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ อาชีพ ศาสนา รวมทั้งการลดจำนวนของชาวญี่ปุ่น ซึ่งสืบเนื่องจากการปิดประเทศญี่ปุ่น ในรูปแบบของแอนิเมชั่น
  7. ลำดับเหตุการณ์ความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น แสดงด้วยตารางลำดับเหตุการณ์เปรียบเทียบเหตุการณ์โลก ความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น ตั้งแต่ พ.ศ. 1893 คราวตั้งอาณาจักรอยุธยาถึงปัจจุบัน

8 ห้อง e-book

  1. เรือโบราณจำลอง จัดแสดงแบบจำลองเรือโบราณที่มีหลักฐานว่าเข้ามาติดต่อกับพระนครศรีอยุธยา

 

หมู่บ้านญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่ตำบลเกาะเรียน สามารถเดินทางจากวัดพนัญเชิงไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะเห็นอาคารผนวกหมู่บ้านญี่ปุ่นตั้งอยู่ทางด้านขวามือ ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีชาวต่างประเทศเข้ามาค้าขายเป็นจำนวนมาก ญี่ปุ่นเป็นชนชาติหนึ่งที่เดินทางเข้ามาในสมัยนั้น ซึ่งที่แห่งนี้จึงน่าสนใจไม่น้อย และรอบบริเวณยังจัดเป็นสวนแบบญี่ปุ่น เพื่อระลึกถึงชาวญี่ปุ่นในสมัยนั้นด้วย

ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาแห่งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนอาคารหลัก ตั้งอยู่ที่ถนนโรจนะ ใกล้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เป็นอาคาร 2 ชั้น มีห้องจัดแสดงพิพิธภัณฑ์อยู่ชั้นบน และ อีกส่วนคือส่วนอาคารผนวก ตั้งอยู่ที่ตำบลเกาะเรียนในบริเวณหมู่บ้านญี่ปุ่น

นอกจากนี้แล้วยังมีสวนและศาลาญี่ปุ่น อยู่เป็นบริเวณกว้างโดยรอบ ซึ่งสวนนี้จัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเฉลิมพระชนมพรรษาครบรอบ 80 พรรษา และเป็นที่ระลึกถึงวาระครบรอบ 120 ปีความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2550 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ของหมูบ้านญี่ปุ่น ให้สวยงามร่มรื่น เป็นที่ผ่อนคลายสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชม

ศูนย์แห่งนี้เปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00-17.00 น. อัตราค่าเข้าชมสำหรับเด็ก นักเรียนและนักศึกษา ในเครื่องแบบ 5 บาท ประชาชนทั่วไป 20 บาท นักเรียนต่างชาติ 50 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท